ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกา รู้สึกจำเป็นต้องประกาศไม่ใช่ครั้งเดียวแต่ถึงสองครั้งว่าเขาเป็น ไม่ใช่เผด็จการอย่างไรก็ตาม เขาดูเหมือนจะคลุมเครือในเรื่องนี้โดยอ้างว่าชาวอเมริกันหลายคนอยากมีเผด็จการ “หลายคนพูดว่า ‘บางทีเราอาจจะอยากได้เผด็จการ’ ผมไม่ชอบเผด็จการ ผมไม่ใช่เผด็จการ”
โฆษณา
จำได้ไหมที่ริชาร์ด นิกสันเคยกล่าวไว้ว่า “ผมไม่ใช่คนโกง”? เมื่อใครสักคนรู้สึกว่าจำเป็นต้องปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าตัวเองไม่ใช่คนที่คนอื่นคิดว่าเป็น อาจมีข้อเท็จจริงบางอย่างแฝงอยู่ในลักษณะนั้น ผลสำรวจที่เผยแพร่ในเดือนเมษายนโดยสถาบันวิจัยศาสนาสาธารณะพบว่าชาวอเมริกัน 52 เปอร์เซ็นต์คิดว่าทรัมป์เข้าข่ายคำว่า “เผด็จการอันตราย”
บทความในนิตยสาร Scientific American ฉบับเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีหัวข้อว่า “วิทยาศาสตร์บอกเราว่าสหรัฐฯ กำลังมุ่งหน้าสู่ระบอบเผด็จการ” อ้างว่านักวิทยาศาสตร์การเมืองจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ คิดว่าสหรัฐฯ “กำลังกลายเป็นระบอบเผด็จการ”
ในนิตยสารเดอะนิวยอร์คเกอร์ฉบับเดือนเมษายน นักเขียนอีกท่านหนึ่งแย้งว่า “ประเทศอื่นๆ ต่างเฝ้ามองระบอบประชาธิปไตยของตนค่อยๆ เลือนหายไป ไร้ซึ่งรถถังบนท้องถนน นั่นอาจเป็นสิ่งที่เรากำลังมุ่งหน้าไป หรืออาจเป็นสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่แล้ว”
ในช่วงแรกของการดำรงตำแหน่งวาระที่สองของทรัมป์ นักวิชาการด้านลัทธิฟาสซิสต์ชั้นนำของสหรัฐฯ สามคน ได้แก่ ทิโมธี สไนเดอร์ มาร์ซี ชอร์ และเจสัน สแตนลีย์ ได้ย้ายไปแคนาดาโดยลี้ภัยตามอำเภอใจ
แต่ผู้คนมักพูดกันว่า สิ่งนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในสหรัฐอเมริกา ที่มีรัฐธรรมนูญและ “ระบบถ่วงดุลอำนาจ” นั่นคือสิ่งที่ฟิลลิป ฟอร์แมน ผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่พิจารณาคดีสัญชาติอเมริกันของเคิร์ต เกอเดล ในปี 1947 ได้กล่าวกับนักตรรกศาสตร์ชื่อดังท่านนี้
โฆษณา
†<อ่านเพิ่มเติม

